วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อานาจักรมายา เรืองโรจน์สู่ร่วงโรย


ความรุ่งเรืองที่ไม่จีรังของอาณาจักรมายากำเนิดขึ้นในป่าฝนทางตอนใต้ของเม็กซิโกและอเมริกากลาง ณ ดินแดนแห่งนี้ อารยธรรมมายายุคคลาสสิกเจริญถึงขีดสุด เราจะเริ่มติดตามอารยธรรมที่สืบสาวรากเหง้ายุคก่อนคลาสสิกกลับไปถึง 3,000 ปีด้วยหลักฐานใหม่ที่เสนอว่า การเยือนของจอมทัพผู้หนึ่งจากตอนกลางของเม็กซิโกเป็นการเปิดศักราชแห่งความอลังการและศิลปวัตถุที่วิจิตรพิสดารยิ่ง เช่น หน้ากากมรณะของกษัตริย์ปาคาล ผู้ครองนครปาเลงเก หรือวิหารอันงดงามจำนวนมากท่ามกลางป่าดงพงพฤกษ์ที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันล้ำเลิศของชาวมายา ทว่าอาณาจักรต่างๆล้วนรุ่งเรืองเฟื่องฟูเพื่อที่จะล่มสลาย ดังที่เห็นได้จากสารคดีตอนที่สองว่า มหันตภัยระลอกแล้วระลอกเล่า ทั้งจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ส่งผลให้อารยธรรมมายายุคคลาสสิกถึงกาลอวสาน และปล่อยให้ธรรมชาติช่วงชิงความยิ่งใหญ่กลับคืนผู้สถาปนากษัตริย์

จอมทัพผู้นั้นมาถึงในฤดูแล้งเมื่อเส้นทางเดินในป่าแห้งและแข็งพอจะเดินทัพได้ เขาเดินเข้าสู่นครวากาของชาวมายาอย่างสง่างามขนาบข้างด้วยเหล่าขุนศึก ขบวนเคลื่อนผ่านวิหาร ตลาด และตัดข้ามจัตุรัสกว้าง ชาวเมืองคงไม่เพียงตื่นตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพแต่ยังประทับใจกับเครื่องแต่งกายอันอลังการของขุนศึกจากมหานครอันไกลโพ้น ตั้งแต่เครื่องประดับศีรษะขนนก แหลนยาว และโล่อันวาววับ จารึกโบราณระบุว่า วันนั้นคือวันที่ 8 มกราคม ปี 378 และนามของชายผู้นั้นคือ อัคคีจุติ (Fire Is Born) เขามาถึงนครวากาซึ่งปัจจุบันอยู่ในกัวเตมาลา ในฐานะทูตจากอาณาจักรเรืองอำนาจแห่งที่ราบสูงเม็กซิโก หลายสิบปีต่อมา ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในศิลาจารึกทั่วอาณาจักรของชาวมายาซึ่งเป็นอารยธรรมดงดิบแห่งเมโสอเมริกาชายผู้นี้ได้ทิ้งมรดกที่ทำให้มายาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดนานถึงห้าศตวรรษ

ชาวมายาเป็นชนเผ่าลึกลับมาตลอด เมื่อหลายปีก่อน ความยิ่งใหญ่ของเหล่านครที่ล่มสลาย และอักษรภาพแกะสลักที่สวยงาม แต่ไม่มีใครอ่านออก ทำให้นักวิจัยไม่น้อยจินตนาการถึงสังคมสันติสุขที่เต็มไปด้วยนักบวชและอาลักษณ์ แต่เมื่อนักอ่านจารึกเริ่มถอดอักษรภาพเหล่านั้นได้ภาพที่เห็นกลับโหดร้ายกว่าที่คิด มีทั้งการสู้รบของราชวงศ์ต่างๆ การแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก และการเผาทำลายพระราชวัง

กระนั้นก็ยังมีปริศนาลี้ลับอีกหลายประการ เช่น อะไรที่ส่งผลให้ชาวมายาก้าว

กระโดดขึ้นสู่จุดสูงสุด ในช่วงที่อัคคีจุติเริ่มมีชื่อเสียง คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงได้กระจายไปทั่วอาณาจักรมายาแล้ว กลุ่มนครรัฐที่ไม่นิยมสุงสิงกับโลกภายนอกได้ขยายความสัมพันธ์กับนครข้างเคียงและวัฒนธรรมอื่นๆ และสร้างงานศิลปะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนถือว่าเป็นวัฒนธรรมมายายุคคลาสสิก

หลักฐานใหม่ๆที่ขุดพบจากซากปรักหักพังใต้ป่ารกเรื้อและการตีความใน

จารึกที่เพิ่งอ่านออกชี้ว่า อัคคีจุติคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ แม้หลักฐานที่พบตลอดสิบปีที่ผ่านมาจะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็พอจะบอกได้ว่า ชายแปลกหน้าผู้ลึกลับผู้นี้สร้างบทบาทผู้นำทางการเมืองใหม่ในอาณาจักรมายา เขาสร้างพันธมิตรโดยผนวกวิธีทางการทูตเข้ากับการใช้กำลัง สถาปนาราชวงศ์ใหม่ๆและขยายอิทธิพลของนครรัฐเตโอตีอัวกันอันยิ่งใหญ่ที่เขาเป็นตัวแทน มหานครแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน

นักวิชาการยังไม่เห็นพ้องต้องกันเรื่องมรดกที่เขามอบให้ชาวมายาในประเด็น

ว่า อัคคีจุติเป็นผู้เริ่มต้นยุคอิทธิพลจากต่างแดนอันยาวนานหรือเป็นเพียงผู้เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในดินแดนที่มีเชื้ออยู่แล้ว และเป็นไปได้เช่นกันว่า ชาวมายาอาจกำลังก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ด้วยตนเองแล้ว ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครกังขาก็คือ การมาของอัคคีจุติคือจุดเปลี่ยนของเหตุการณ์ ก่อนที่อัคคีจุติจะเข้ามา ชาวมายาก็เจริญรุ่งเรืองอย่างไม่น่าเป็นไปได้ในดินแดนแร้นแค้นอยู่แล้ว ปัจจุบันที่ราบต่ำในภูมิภาคเปเตนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเม็กซิโกติดกับกัวเตมาลาให้ผลิตผลแค่พอประทังชีวิตชาวเมืองเท่านั้น

อาร์เทอร์ เดมาเรสต์ นักวิชาการด้านมายาจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์บอกว่า “อารยธรรมที่สูงส่งไม่น่าจะเกิดขึ้นที่นี่ได้”

ภูมิประเทศของนครวากาโบราณซึ่งปัจจุบันคือเอลเปรู ไม่น่าจะต่างจากครั้ง

ที่ชาวมายาคนแรกเดินทางมาถึงเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล นั่นคือเป็นป่าดิบชื้นที่มีนกมาคอว์สีแดง นกทูแคน และแร้งทำรังอยู่บนไม้ยืนต้นเขตร้อนที่สูงชะลูด ที่นี่คือดินแดนแห่งความรกเรื้อ โคลนเลน งูพิษ ความอับชื้นและเสือสาง โดยเฉพาะ บาลัม หรือเสือจากัวร์ซึ่งชาวมายาถือว่าเป็นเจ้าป่า

พวกที่อพยพมาแรกๆอาจไม่มีทางเลือกเพราะเมืองอื่นๆที่แออัดบีบให้พวกเขามายังดินแดนอันแสนกันดารนี้ แต่เมื่อมาถึงแล้ว พวกเขาก็เอาชนะความยากลำบากได้ ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แม่น้ำ ทะเลสาบ และหนองบึง เพิ่มผลผลิตจากผืนดินที่ขาดความสมบูรณ์ ถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพด ฟักแฟง และพืชผลต่างๆด้วยการเพาะปลูกสลับกับการเผาคล้ายวิธีของชาวมายาปัจจุบัน จากนั้นก็เติมความสมบูรณ์ให้ดินด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นและพักดินจากการเพาะปลูกบ้าง

ครั้นเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ชาวมายาก็หันมาใช้วิธีเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น เช่น การใส่ปุ๋ยคอก การปลูกพืชแบบขั้นบันได และการชลประทานพวกเขาถมหนองบึงเพื่อเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก นำเลนและดินตะกอนก้นหนองไปทำสวน ล้อมรั้ว ขุดบ่อเลี้ยงปลา กั้นคอกเลี้ยงกวางและสัตว์อื่นๆที่จับได้จากป่า ชาวมายาโบราณเค้นผลผลิตจากดินที่ไม่สมบูรณ์นี้จนพอเลี้ยงผู้คนหลายล้านคน ซึ่งมากกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว

ชาวมายาดำรงชีพอย่างผาสุกในป่าดิบชื้นหลายร้อยปี ชุมชนขยายเป็นนครรัฐ และวัฒนธรรมก็ละเอียดประณีตยิ่งขึ้น แม้ชาวมายาจะไม่มีวงล้อหรือเครื่องมือโลหะ แต่ก็มีระบบการเขียนอักษรภาพที่สมบูรณ์ และยังเข้าใจเรื่องค่าของศูนย์จนนำไปใช้ในการคำนวณต่างๆในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้พวกเขายังมีปีที่มี 365 วัน และชาญฉลาดพอที่จะแก้ไขความคลาดเคลื่อนของปีด้วยวิธีการที่คล้ายกับการเพิ่มปีอธิกสุรทิน

กษัตริย์ปกครองที่ชาวมายาเรียกว่า คูฮูล อะคอว์ หรือเทวกษัตริย์ ทรงเป็นสื่อกลางระหว่างสวรรค์กับโลก ทรงได้อำนาจจากทวยเทพ เป็นทั้งพ่อมดหมอผีที่อธิบายเรื่องศาสนาและคตินิยมแก่ประชาชน และเป็นทั้งผู้ปกครองซึ่งนำเหล่าประชาทั้งในยามศึกและยามสงบ

เบื้องหลังเสื้อคลุมแห่งพิธีกรรม นครรัฐของมายาก็ไม่ต่างจากนครอื่นๆที่แสวงหาพันธมิตร ทำสงคราม และค้าขายในอาณาจักรที่แผ่กว้างไปทั่วดินแดนตอนใต้ของเม็กซิโกในปัจจุบัน จากที่ราบต่ำเปเตนไปจรดชายฝั่งทะเลแคริบเบียนในฮอนดูรัส แม้จะมีเส้นทางเก่าแก่และถนนปูนเชื่อมตัดกันทั่วผืนป่าและมีเรือแคนูขึ้นล่องตามแม่น้ำ แต่ในทางการเมืองแล้ว นครรัฐต่างๆเหล่านี้ยังต่างคนต่างอยู่ก่อนที่อัคคีจุติจะมาถึง



ล่วงถึงปี 378 นครวากากลายเป็นศูนย์กลางความเจริญที่สำคัญแห่งหนึ่งมีจัตุรัสใหญ่สี่แห่ง อาคารหลายร้อยหลัง วิหารซึ่งมีความสูง 90 เมตร ปราสาทราชวังสำหรับประกอบพิธีตกแต่งด้วยภาพวาดบนผนังปูน บนลานประดิษฐานแท่นบูชาและอนุสาวรีย์ทำด้วยหินปูนสลักลวดลาย นครซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการค้านี้ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์บนแม่น้ำซันเปรโด สินค้าหายากจากต่างแดนก็มีขาย เช่น หยกสำหรับงานประติมากรรมและเครื่องประดับ และขนนกเก็ตซัลสำหรับประดับเครื่องแต่งกาย ซึ่งมาจากเทือกเขาทางใต้ หินออบซิเดียนสำหรับทำอาวุธ แร่ไพไรต์สำหรับทำกระจกเงาจากที่ราบสูงเม็กซิโกทางตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหานครเตโอตีอัวกัน

ถึงแม้มหานครเตโอตีอัวกันอันไพศาลจะมีพลเมืองอย่างน้อย 100,000 คน และอาจเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น แต่กลับไม่เหลือบันทึกใดๆไว้ให้นักอ่านจารึกไขปริศนาได้ แต่เหตุผลที่เตโอตีอัวกันส่งอัคคีจุติไปยังดินแดนมายาดูจะชัดเจน นครวากามีทำเลที่ตั้งอยู่บนแหลมที่ยื่นออกไปเหนือลำน้ำแขนงหนึ่งของแม่น้ำซันเปโดรและมีท่าเรือที่ปลอดภัย เหมาะสำหรับจอดเรือขนาดใหญ่“เป็นจุดยุทธศาสตร์การรบชั้นยอดเลยครับ” เดวิด ฟรีเดล นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นเมโทดิสต์ และผู้อำนวยการร่วมในการขุดสำรวจที่นครวากา กล่าว ซึ่งนี่คงจะตรงกับสิ่งที่อัคคีจุติคิดพอดี


อ่านเรื่องราวทั้งหมดอย่างจุใจได้จาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย
http://www.ngthai.com/ngm/0708/feature.asp?featureno=2

21-12-2012 โลกใบใหม่ กับ การทำนายธรรมชาติ


แผนที่โลกใบใหม่ โดย Gordon-Michael Scalion ทำเสร็จเมื่อปี 2525

การ ทำนายนั้นอยู่คู่กับสังคมของเรามานาน โดยเฉพาะการทำนายธรรมชาติ เช่นการดูสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ สายลม ดวงดาว แม้กระทั่งการมองเห็นด้วยจิต ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและธรรมชาติได้ เหมือนที่เคยฮือฮากันไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่


คน ที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผง


แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่สายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง





ความเชื่อนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอีกหลายคน เช่น นาย ฮูเซลีนโย่ (Juseleeno ) ชาว บราซิล ที่มองเห็นอนาคตล่วงหน้าด้วยตานิมิต สิ่งที่เขาเห็นแบบเดียวกับกอร์ดอนเห็นก็คือ โลกจะพังพินาศด้วยภัยธรรมชาตินานัปการ เป็นต้นว่า ในปี 2551 นี้ ญี่ปุ่นจะเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงจีน มีการเสียชีวิตนับล้านคน และจะเกิดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอเมริกา ปี 2553 ทวีปแอฟริกาจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และปี 2554 จะเกิดโรคไวรัสสายพันธุ์ใหม่ฆ่ามนุษย์ วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2557 ดาวเคราะห์ขนาดเล็กจะชนกับโลก จนถึงปี 2558 มนุษย์จะตายเพราะทนความร้อนไม่ได้


สำหรับ “อูแรนเดอร์ โอลิเวียร่า” ผู้ซึ่งอ้างว่าเคยได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผู้โด่งดังนั้น ก็อ้างว่าเขามีโทรจิตที่เห็นภาพอนาคตจากการบอกเล่าของมนุษย์ต่างดาว ว่าในปี ค.ศ.2012 นั้น จะมีแสงสว่างมากที่สุดในกาแลกซี่และสะท้อนไปยังดาวเคราะห์ที่โคจรรอบตัว สิ่งมีชีวิตและโลกจะปั่นป่วนอย่างยิ่ง


ด้วยความเชื่อเหล่านี้ บวกกับความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงมีผู้คาดการณ์วันอันน่าระทึกเอาไว้ที่วันที่ 21 เดือน ธันวาคม ค.ศ.2012 นั้นเป็นวันเริ่มต้นกระบวนการดับสูญของโลก หรือ “Doomsday -21/12/12” โดย คาดการณ์ว่าเป็นวันที่พระอาทิตย์จะเดินทางมาอยู่ยังศูนย์กลางของกาแลกซี่ ทำให้โลกดวงเล็กๆ ของเราคลอนโยกเยกและปลิวไปมา กระทั่งอาจจะต้องดับสูญลงไป โดยขณะนี้มีผู้จำลองเหตุการณ์ของ Doomsday แบบมัลติมีเดียไว้ในเวบไซต์ของ YouTube มากกว่า 20 ชุด เช่นวิดีโอด้านล่างนี้ ถูกบรรจุโดยผู้ใช้ชื่อว่า AfroDude เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนของปีนี้




มีผู้อธิบายปรากฏการณ์นี้ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เกิดจากการพลิกกลับของขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้คอมพิวเตอร์ Hyderabad คำนวณการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ขั้วทิศเหนือและขั้วทิศใต้สลับตำแหน่งกัน ว่ามีคุณสมบัติแม่เหล็กพลิกกลับขั้วของดวงอาทิตย์ทุกๆ 11 ปี และจะก่อพลังงานสูงสุดได้ในปี 2012 อย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดเมื่อหลายล้านปีก่อน

อย่างไรก็ดี มีผู้ออกความเห็นมากมายที่ยังเชื่อว่า ปี 2012 อาจ ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นที่จะเห็นโฉมหน้าของโลกใหม่ เรากลับมาที่แผนที่โลกของนายกอร์ดอนอีกครั้ง ซึ่งแผนที่ฉบับนี้ (Future Map Of The World) ได้ระบุเหตุการณ์ไว้มากมาย สรุปที่สำคัญๆ ได้เป็นต้นว่า

ออสเตรเลียจะเสียแผ่นดินไป 25% จากน้ำท่วม, นิวซีแลนด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะแผ่นดินเก่าและใหม่จะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน นิวซีแลนด์ห่างไกลจากทะเลมาก แอฟริกาจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน แม่น้ำไนส์จะกว้างกว่าเดิมมาก ทะเลแดงจะกว้างออกทำให้ "โคโร" จมหายไปในทะเล เช่นเดียวกับเกาะมาดากัสการ์

จะ มีแผ่นดินเกิดใหม่ในทะเลอาหรับ ทะเลสาปวิคอเรียจะรวมเข้ากับทะเลสาบยาซาไหลสู่มหาสมุทรอินเดีย ส่วนอเมริกาใต้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ ลุ่มน้ำอะเมซอนจะกลายเป็นทะเลปิดแบบเดียวกับทะเลสาปสงขลา ในแมกซิโกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดและแผ่นดินไหวต่อเนื่องยาวนาน 25 ศตวรรษ ส่วนยุโรปตอนเหนือจะจมลงทะเล เหลือแค่เกาะเล็กๆ รัสเซียจะแยกจากยุโรป เกิดทะเลใหญ่ยาวมาก ฝรั่งเศสจะจมน้ำเหลือแต่กรุงปารีส ทางน้ำใหม่จะแยกสวิสเซอร์แลนด์ออกจากฝรั่งเศส และอิตาลี เวนิส เนเปิ้ล รวมถึงโรมจะจมน้ำหายไปในทะเล ฯลฯ






แผนที่โลกใบใหม่ในส่วนเอเชีย และส่วนขยายประเทศไทย


มา ดูฝั่งเอเชียของเรากันบ้าง แผนที่ใหม่นี้ได้บอกว่าแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะทำให้เกิดน้ำท่วมตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่งซึ่งอยู่ระหว่างอะลาสก้ากับรัสเซีย เกาะญี่ปุ่นจึงจะจมหายไปหมด เหลือไว้แค่ 2-3 เกาะ เท่านั้น ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ และไต้หวันกับเกาหลี ก็จะหายจมไปในทะเล ดังนั้น แนวฝั่งของจีนก็จะร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล์ทีเดียว อินโดนีเซียจะถูกทำลาย เช่นเดียวกับฟิลิปินส์ เอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากเพราะตั้งอยู่บน 3 ทวีป ส่วนไทยนั้นอยู่บนแผ่นทวีปของ ยูเรเซี่ยน ซึ่งจะเกิดการยกตัวให้สูงขึ้น แผ่นแปซิฟิกจะเคลื่อนไป 9 องศา ดังนั้น บางส่วนจะมุดตัวลง บางส่วนจะยกตัวขึ้น

ผล สรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วนตามภาพที่ขยายออกมา ซึ่งคงได้ยินกันมาอยู่บ้างว่า ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุดคือภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วน และภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปรและอินโดนีเซีย ส่วนชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ชัยภูมิ เพรชบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัยและตาก และแม่น้ำโขงจะกลายจากแม่น้ำเป็นทะเล

สำหรับวิดีโอข้างล่างนี้ เป็นมัลติมีเดียการทำนายแผนที่ใหม่ของจีน ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ Youtube โดยผู้ใช้ชื่อ halobed



สำหรับในบ้านเรา คุณหมอประสาน ต่างใจ เคยพูดเอาไว้ในงานเสวนา “พุทธศาสตร์กับอนาคตโลก” ถึงการละลายของน้ำแข็งบนยอดเขา จำนวน 19 ร้อยล้านตันว่าจะใช้เวลาอีกราว 5-7 ปี ซึ่งละลายหมดในปี ค.ศ.2012 เช่นเดียวกันกับปฏิทิน 22 ของชาวเผ่ามายา ได้ทำปฏิทินเอาไว้ที่ 5,000 ปี โดยแต่ละเดือนจะมี 20 วัน โดยเชื่อว่า โลกในวันสุดท้ายคือ 22 ธันวาคม ค.ศ.2012 พระเจ้าของพวกเขาจะปรากฏตัวอีกครั้งนั่นเอง

อ่านจบแล้วอย่าลืมว่า นี่เป็นคำทำนายเท่านั้น ยังไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดได้จริงดั่งภาพนิมิตจากนักทำนายเหล่านี้ ในวันที่ 21/12/2012 หรือไม่ มีแต่อนาคตเท่านั้นที่จะบอกได้

ข้อมูลอ้างอิง

http://matrixinstitute.com/store/FUTURE-MAPS-p-1-c-271.html

http://www.bibliotecapleyades.net/profecias/esp_profecia_mapas.htm

http://eclipse.gsfc.nasa.gov/SEmono/TSE2009/TSE2009.htm

www.starbridge.com.au

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=247742

http://www.youtube.com/v/nUI-LgZ2vlc&hl

http://www.youtube.com/v/nUI-LgZ2vlc&hl

http://www.indiadaily.com/editorial/1753.asp

2012 กับ ชาวมายา



ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่าชาวมายาคือใคร ชาวมายาสร้างอาณาจักรมายา ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับเบลีซและกัวเตมาลา มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง ค.ศ. 1502 มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากา ปัจจุบันคือ เอลเปรู มีอายุร่วมสมัยเดียวกับอารยธรรมเตโอตีอัวกาน (Teotihuacán) อาณาจักรมายาปกครองด้วยระบบกษัตริย์ เรียกว่า คูฮุลอะฮอว์ (K’uhul ajaw) หรือ เทวกษัตริย์


อาณาจักรชาวมายา

ชาวมายาใช้อักษรภาพในการบันทึก มีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาการเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินใช้ รู้จักประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักค้าขายเกลือ หยก และเครื่องปั้นดินเผา

นอกจากนี้ชาวมายายังมีการสร้างพีระมิดอีกด้วย ซึ่ง พีระมิดของชาวมายามีความสูงกว่า 150 ฟุต บนยอดพีระมิดจะแบนราบแตกต่างไปจากของอียิปต์ที่ปลายแหลม ประกอบด้วยบันไดทางขึ้น 4 ด้าน บันไดด้านละ 91 ขั้น รวมกับยกพื้นที่ฐานของพีระมิดอีกนับรวมเป็นได้ 365 ครบหนึ่งปี ถือเป็นปฏิทินถาวรอย่างหนึ่งของชาวมายา หนึ่งปีของชาวมายามี 13 เดือน และฤดูกาลอีก 4 ฤดู

สังคมมายามีการแบ่งชั้นวรรณะ โดยมีพระนักบวชอยู่ในวรรณะสูงสุด เพราะเป็นผู้เข้าใจดาราศาสตร์ รู้สถาปัตยกรรมศาสตร์ และรอบรู้ในสรรพวิทยาการ ดังนั้น ชีวิตของพระจึงเป็นชีวิตที่สบาย มีหยก ขนนกปักษาสวรรค์ และหนังสัตว์ในครอบครอง และเวลาเดินทางไปไหนมาไหน จะมีทาสหามเสลี่ยงไป ส่วนชาวบ้านธรรมดานั้นก็จะทำแต่งาน แล้วนำผลิตผลดีๆ ไปถวายแด่กษัตริย์

เมื่ออยู่ในวัยเด็กชาวมายาจะใช้ชื่อหนึ่ง เวลาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะใช้อีกชื่อหนึ่ง และจะเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเมื่อแต่งงาน ดังนั้น ชาวมายาแต่ละคนจะใช้ชื่อมากถึง 3 ชื่อในชีวิต ณ วันนี้ ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ อารยธรรมมายาล่มสลายเพราะเหตุใด



ปฏิทินของชาวมายานั้น เป็นผลของการคำนวณทางดาราศาสตร์ที่แม่นยำที่สุดปฏิทินหนึ่ง การคำนวณเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ตามที่บันทึกไว้นั้น (ชาวมายามีปฏิทินหลักหนึ่งปฏิทิน และมีปฏิทินที่คำนวณ เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์อีก 22 ปฏิทิน) จะมีความแม่นยำอย่างสูง และยังไม่เคยปรากฏว่าผิดไปจากความจริง หรือแตกต่างไปจากการคำนวณ ของนักดาราศาสตร์ในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว

ชาวมายาสามารถคำนวณเวลาของการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ซึ่งชาวมายารู้แต่แรกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ (ซึ่งเราเพิ่งมาทราบกันในภายหลังนี่เอง โดยเราเชื่อกันว่าโลกแบนในสมัยก่อน) นอกจากนี้ชาวมายายังทราบอีกว่าระบบสุริยะนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยส่วนหนึ่งของส่วนย่อยในจักรวาลนี้เท่านั้น ซึ่งชาวมายาบอกว่ายังมีดวงอาทิตย์ศูนย์กลางอีกดวงหนึ่ง (sun alcione เป็นดาวฤกษ์ในกลุ่มไพลเอดส์) เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ปฏิทินของชาวมายาระบุว่า ดาวศุกร์ใช้เวลา เดินทางไปรอบดวงอาทิตย์ 584 วัน ซึ่งเท่ากับที่เป็นเวลาที่เรารู้กันทุกวันนี้ หรือบันทึกว่า โลกใช้เวลาเดินทางรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบหรือหนึ่งปีเท่ากับ 365.2420 วัน ซึ่งตัวเลขที่แท้จริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันคือ 365.2422 วัน

ปฏิทินของชาวมายาใช้ ในระยะวงโคจร 5,000 ปี และวงโคจรที่ใกล้กับปัจจุบันมากที่สุด จะจบลงในวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2012 เวลา 11:11 GMT ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ เป็นผลมาจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่านเส้น equator ของ Galaxy และโลกจะปรับทิศทางให้เข้ากับศูนย์กลางของ Galaxy ดวงอาทิตย์ของวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นทุกๆ 26,000 ปี โดยดวงอาทิตย์จะขึ้นเชื่อมกับ การทับกันของทางช้างเผือกกับระนาบของเส้นกึ่งกลางของจักรวาล ซึ่งบนท้องฟ้าจะปรากฏดาวเคราะห์ และดวงดาวต่างๆมากมาย ปรากฏการณ์ของจักรวาลครั้งนี้ถือว่าเป็น The Sacred Tree, The Tree of Life การที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งเดียวกับจักรวาล ในปี ค.ศ. 2012 นั้น จะเปิดช่องทางหนึ่งสำหรับพลังงานจักรภพที่จะไหลผ่านโลก ล้างโลกให้สะอาด รวมทั้งล้างสิ่งที่อาศัยอยู่ ยกทั้งหมดสู่ภาวะที่สูงขึ้น



Planet X โคจรเป็นรูปวงรี

นอกจากนี้ชาวมายายังกล่าวอีกว่าในวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2012 ดาว Planet X หรือพระเจ้า ของพวกเขาจะเสด็จกลับลงมายังโลกนี้อีกครั้ง หนึ่งด้วย เนื่องจากดาวดวงนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก ชาวมายาจึงกล่าวว่าวันนั้นดวงอาทิตย์จะมี ถึง 2 ดวง ซึ่งที่ชาวมายากล่าวมานั้นปรากฏว่าในวันที่ 21 เมษายน 2552 ที่ผ่านมานี่เอง ณ ประเทศรัสเซีย ที่ Chkalovsky มีคนเก็บภาพดาวดวงนี้ที่กำลังมุ่งมาสู่โลกเราเอาไว้ได้ ขอใช้คำสุดฮิตว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม




Tikal

คำอธิบายภาพ
English: Tikal Maya Ruins Temple II on the archeological site Tikal
Deutsch: Mit unter den besterhaltensten Bauwerken von Tikal ist der Tempel I (auch bekannt unter "Pyramide des Großen Jaguars"). Einst war das Fundament dieser Pyramide für ein einfaches Bauernhaus vorgesehen, doch man erhöhte es nach und nach. Daraus entstand der hohe Sockel. Die Hütte selbst baute man zuletzt, nicht aus Holz und Stroh (wie es damals traditionell war), sondern aus Stein und funktionierte sie in einen rechteckigen Tempel um.
Español: La película mezcla escenarios completamente anacrónicos.
วันที่สร้างสรรค์
แหล่งที่มา
Took while I was traveling in Central America

อ้างอิง
http://board.dserver.org/A/Adven/00000038.html
http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/maya.html
อาณาจักรมายา

December 21 2012 the END? (Part 6 of 6).

December 21 2012 The End? (Part 5 of 6).

December 21 2012 the END? (Part 4 of 6).

December 21 2012 the END? (Part 3 of 6).